Gym rule no.62 : เข้าๆ ออกๆ

Screen Shot 2558-09-21 at 5.32.35 PM.png

"เข้าๆ ออกๆ"

บางท่านคงคิดว่าตลกนะครับ แค่เรื่องการหายใจใครๆก็หายใจมาตั้งแต่เกิดแล้ว ทำไมต้องเอามาพูดอีก แต่การวิ่งออกกำลังกายจริงๆแล้วต้องฝึกการหายใจด้วยนะครับ แนะนำให้ฝึกตั้งแต่ตอนแรกที่เริ่มหัดวิ่ง เพราะถ้าไม่ฝึกตั้งแต่แรก พอวิ่งแล้วหายใจไม่ถูกต้องจนติดเป็นนิสัยแล้ว จะมาแก้ไขตอนหลังจะค่อนข้างยากนะครับ

        การหายใจมี 2 แบบ คือการหายใจด้วยกล้ามเนื้อซี่โครง (Costal หรือ Chest Breathing)  และการหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อกระบังลม (Abdominal Breathing)

        ปกติคนเราจะหายใจด้วยการใช้กล้ามเนื้อซี่โครงเป็นหลัก  คือเวลาหายใจเข้าหน้าอกจะขยายตัวและหน้าท้องจะยุบ  เวลาหายใจออกหน้าอกจะยุบและหน้าท้องขยายตัวหรือพองออก เวลาวิ่งเร็วๆและวิ่งนานๆจะจุกเสียดชายโครงได้ง่าย

        ถ้าฝึกหายใจด้วยกระบังลม เหมือนการฝึกหายใจในการร้องเพลง คือเวลาหายใจเข้าจะใช้กล้ามเนื้อกระบังลม คือกล้ามเนื้อกระบังลมจะเคลื่อนตัวลงทำให้ลมเข้าไปในปอด หน้าท้องจะพองหรือขยายตัว (พุงป่อง) และเวลาหายใจออก กล้ามเนื้อกระบังลมจะเคลื่อนตัวขึ้น พุงจะยุบ วิธีการหายใจแบบนี้จะทำให้ไม่จุกเสียดชายโครงถ้าวิ่งนานๆ แต่ถ้าวิ่งเร็วมากๆจนหายใจไม่ทันเป็นคนละเรื่องนะครับ แบบนั้นต้องลดความเร็วลงครับจนหายใจได้สบาย

        การหายใจแบบนี้จะไม่เหมือนกับที่เราหายใจปกติ เลยต้องฝึกนะครับ เหมือนที่นักร้องฝึกในการร้องเพลง อยู่ว่างๆก็ฝึกไว้นะครับ อย่างน้อยถึงวิ่งไม่เก่งก็จะทำให้ร้องเพลงได้ดีขึ้น ^^

        การหายใจควรเป็นไปโดยธรรมชาติ หายใจเข้าออกผ่านจมูก  แต่ถ้าอยู่ในการช่วงที่ฝึกเพื่อพัฒนาความเร็ว (Fartlek หรือ Interval ซึ่งเป็นการฝึกปอดและหัวใจ) อาจจะมีช่วงที่ฝึกหนักถึง 80-90 % ของอัตราเต้นสูงสุดของหัวใจ อาจจำเป็นต้องหายใจผ่านปากด้วย แต่ถ้าเป็นการวิ่งปกติแล้วถ้าหายใจไม่ค่อยทันแสดงว่าวิ่งเร็วเกินไป ก็คงต้องผ่อน คือลดความเร็วลง

          ตามปกติแล้วถ้าวิ่งไปได้สักพักจังหวะการหายใจจะปรับเข้ากับจังหวะการวิ่งเอง  ซึ่งจะเป็นช่วงจังหวะที่เรารู้สึกว่าลงตัวและรู้สึกสบาย ของผู้เขียนเองถ้าวิ่งช้าก็จะเป็นจังหวะ 3:3 (หายใจเข้า 3 ก้าว หายใจออก 3 ก้าว) แต่ถ้าวิ่งเร็วจังหวะจะเปลี่ยนเป็น 2:2 เวลาอยู่ว่างๆก็สามารถฝึกหายใจด้วยกระบังลมได้ ขอให้สนุกกับการวิ่งนะครับ ^^

PT : Fang

DSC06640.jpg