Gym Rule No.64 : เพราะอะไรกินน้อยลงแต่ยังอ้วนเหมือนเดิม?

Screen Shot 2558-09-21 at 6.12.04 PM.png

เพราะอะไรกินน้อยลงแต่ยังอ้วนเหมือนเดิม?


  คงมีหลายๆคนแอบสงสัยกันว่า ทั้งๆที่กินก็น้อยลง ออกกำลังกายก็แล้วแต่ทำไมถึงยังอ้วนเหมือนเดิม ซึ่งบางทีสาเหตุของความอ้วนนั้นอาจมาจากฮอร์โมนที่อยู่ในร่างกายของเราก็เป็นไปได้
  เนื่องจากอาการอ้วนจากฮอร์โมนถือเป็นโรคชนิดหนึ่ง โดยสามารถเกิดได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ซึ่งเราจะมีวิธีสังเกตอาการดังกล่าวง่ายๆ ว่าเราอ้วนเพราะกินเยอะเกินไปหรือเป็นเพราะฮอร์โมนกันแน่ ดังต่อไปนี้

   1. กินน้อยลงแต่ยังคงอ้วนเหมือนเดิม

   2. ให้สังเกตที่ตาตุ่มและหลังเท้า ถ้ามีอาการบวมอาจเป็นไปได้ว่าคุณอ้วนเพราะฮอร์โมน

   3. มีภาวะอื่นๆ ในร่างกายที่ดูแปลกไป เช่น มีขนหรือผมร่วงมากเกินไป อันเนื่องมาจากฮอร์โมนบางตัวอาจทำมีขนงอกเพิ่มขึ้น

   4. สภาพผิวหนังแห้งหรือชื้นผิดปกติ

   5. หน้าท้องแตกลายทั้งที่ไม่ได้ตั้งท้อง

   6. มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

   แต่ถึงแม้จะมีจุดให้สังเกต คุณหมอก็ไม่อาจสามารถฟันธงได้ว่าคุณอ้วนจากฮอร์โมน นอกจากจะต้องตรวจเช็คฮอร์โมนเสียก่อน 

     ฮอร์โมนทั่วไปที่แพทย์สั่งเจาะเพื่อตรวจหาความผิดปกติมี 5 ตัว ดังนี้
  
    1. DHEA ผลิตจากต่อมหมวกไต เป็นตัวกำเนิดฮอร์โมนเพศหลายชนิด อาทิ โปรเจสเตอโรน,เอสโตรเจน,เทสโทสเตอโรน ฯลฯ ฮอร์โมนเหล่านี้ช่วยคงความเป็นหนุ่มสาว แต่กลายเป็นว่ายิ่งอายุมาก
ร่างกายยิ่งผลิตฮอร์โมนเหล่านี้น้อยลง ปัจจุบันพบว่าชายและหญิงทุกคนล้วนมีฮอร์โมนเพศชายและหญิงอยู่ในตัว เพียงแต่มีสัดส่วนมากหรือน้อยแตกต่างกัน

    2. คอร์ติซอล ผลิตโดยต่อมหมวกไต ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความเครียด ยิ่งเครียดมากคอร์ติซอลยิ่ง
หลั่งง่าย ทำให้เกิดอาการอยากกินแถมยังเป็นฮอร์โมนที่ไม่เหมือนใครด้วย เพราะปกติทั้งผู้ชายผู้หญิงที่อายุเพิ่มขึ้น ฮอร์โมนส่วนใหญ่มักลดลง มีแต่เจ้าคอร์ติซอลนี่แหละทียิ่งอายุเยอะยิ่งหลั่งเพิ่มขึ้น
 
    3. โปรเจสเตอโรนกับเอสโตรเจน เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนผลิตจากรังไข่ ถ้าฮอร์โมนตัวนี้ลดลง มันจะแสดงอาการทางกายภาพอย่างเด่นชัด เช่น ช่องคลอดแห้ง ความรู้สึกทางเพศลดลง ไขมันสะสมที่สะโพกและก้นเพิ่มขึ้น ส่วนผู้หญิงที่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนต่ำ มักมีปัญหาเรื่องอารมณ์ เซ็ง ซึมเศร้า 

    4. ไทรอยด์ ฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เผาผลาญ ถ้าหลั่งน้อยการเผาผลาญก็จะน้อยตามไปด้วย สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไทรอยด์ อดอาหารอย่างไรน้ำหนักก็ไม่ลง

    5. เทสโทสเตอโรน ผู้หญิงมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ไม่มากก็น้อย ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำและระบบการเผาผลาญผู้ชายที่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเหมาะสมช่วยให้มีน้ำหนักตัวพอเหมาะ 
มีมวลกล้ามเนื้อ ถ้ามีน้อยทำให้อ้วนง่าย กล้ามเนื้อก็จะฝ่อแถมความจำก็ยังจะแย่ลงอีกด้วย

      วิธีการรักษาความอ้วนจากฮอร์โมนที่สำคัญ คือ "การปรับพฤติกรรม" หากพบว่า ต่อมผลิตฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่งลดประสิทธิภาพลง ย่อมส่งผลกระทบและรบกวนต่อการทำงานของต่อมอื่นๆไปด้วย ทำให้กระบวนการเผาผลาญลดลง มีไขมันมากกว่ามวลกล้ามเนื้อ 
   
      ดังนั้นวิธีรักษาโรคอ้วนจากฮอร์โมนให้ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของคุณหมอหลากหลายสาขา เพื่อร่วมกันวางแผนการรักษา โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
  
     1. ให้ฮอร์โมนเพิ่ม เฉพาะบางตัวที่จำเป็นเท่านั้น ในกรณีที่คนไข้ต้องได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจน ต้องปรึกษาหมอสูตินรีเวชก่อน

     2. ใช้พฤติกรรมบำบัด การลดน้ำหนักจะได้ผลหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับแรงจูงใจของคนๆนั้นเป็นสำคัญด้วย เพราะแต่ละคนมีไลฟ์สไตล์และวิธีคิดไม่เหมือนกัน โปรแกรมการลดน้ำหนักและวิธีออกกำลังกายของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน เน้นการปรับพฤติกรรมการกินเป็นหลัก เช่น กินให้ช้าลงอย่างน้อยมื้อละ 20 นาทีขึ้นไป เลือกกินอาหารให้หลากหลาย

     3. ออกกำลังกาย มีงานวิจัยพบว่ายิ่งผู้หญิงและผู้ชายมีมวลกล้ามเนื้อมากเท่าไร ยิ่งทำให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นเท่านั้น เพราะกล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อซึ่งใช้พลังงานมาก ทำให้เส้นเลือดฝอยไปเลี้ยง
มากช่วยเผาผลาญไขมันง่ายขึ้น อีกทั้งยังพบด้วยว่าการใช้อินซูลินของตับอ่อนเพื่อคุมระดับน้ำตาลดีขึ้น จึงแนะนำให้คนไข้เบาหวานฝึกมวลกล้ามเนื้อผู้หญิงควรเล่นเวท ผู้สูงอายุที่มีมวลกล้ามเนื้อดี อัตราการหกล้มย่อมน้อยลง

     4. ปรับสมดุลร่างกาย ด้วยการแพทย์แผนไทยเพื่อหาความเหมาะสมของการกิน คือ การกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือนของแต่ละคน และการฝังเข็มลดน้ำหนัก ถือเป็นคอนเซ็ปต์การรักษาแบบองค์รวมที่น่าสนใจ

     5. ใช้อัลตราซาว เพื่อวัดความหนาของไขมันเฉพาะจุดในร่างกาย

    ฝากเกร็ดเล็กๆอีกนิด

   -เคล็ดลับการลดความอ้วนอยู่ที่การกินมากกว่าการออกกำลังกาย ถ้ากินน้อย กินถูกวิธี ต่อให้ไม่ได้ออกกำลังกายน้ำหนักก็ลด

   -มีงานวิจัยพบว่า คนนอนน้อยอ้วนง่ายเนื่องจากเซลล์ไขมันไม่สมดุล ทำให้การเผาผลาญไขมันช้า

   -ออกกำลังกายให้ได้สัปดาห์ละ 3 วัน (อย่างน้อย)โดยให้ฝึกแบบคาร์ดิโอควบคู่ไปกับการฝึกกล้ามเนื้อแบบใช้แรงต้านไปด้วยกัน
      
    ลองนำความรู้ที่ได้ไปใช้กันดูนะครับ☺