Gym Rule No.162 : น้ำมันมะพร้าว ใครๆก็ว่าดี!

"น้ำมันมะพร้าว ใครๆก็ว่าดี!"

   มะพร้าวถือเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่คู่คนไทยมานานและถือเป็นพืชที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน โดยเฉพาะเนื้อมะพร้าวที่เป็นส่วนผสมของอาหารไทยเกือบๆทุกชนิดและโดดเด่นที่สุดก็คงไม่พ้นขนมไทยแท้ๆที่จะมีส่วนประกอบของแป้ง น้ำตาลและกะทิ

" น้ำมันมะพร้าว " ปัจจุบันเราจะรู้จักกันดีในฐานะตัวช่วยเสริมเรื่องสุขภาพและความงาม ซึ่งในชั่วโมงนี้ถือว่า น้ำมันมะพร้าวคือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราจะมองข้ามไม่ได้เลยในทุกๆแวดวงด้านสุขภาพที่ต้องเลือกบริโภค คราวนี้เรามาดูกันซิว่าน้ำมันมะพร้าวมีที่มาจากส่วนไหนของมะพร้าว ถืงออกมาเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์

    น้ำมันมะพร้าว คือ น้ำมันที่ได้จากส่วนเนื้อของมะพร้าว ซึ่งถูกสกัดด้วยความเย็นและไม่ผ่านกระบวนการแปรรูปทางเคมี น้ำมันที่ได้จึงมีความใส ไม่มีกลิ่นหื่นแต่อาจจะมีเศษของเนื้อมะพร้าวและมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เพราะเหตุนี้เองน้ำมันมะพร้าวจึงมีชื่อเรียกหลายชือ ไม่ว่าจะเรียกว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สกัดเย็นหรือจะเรียกว่าน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ ( Extra Virgin Coconut Oil ) น้ำมันมะพร้าวถึงจะเป็นของเหลวแต่ถ้าอุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียสน้ำมันมะพร้าวก็จะจับตัวแข็ง แต่เราก็สามารถทำให้มันเป็นของเหลวได้โดยง่าย โดยนำขวดน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ไปอยู่ในอุณหภูมิที่มีความร้อนเพียงเล็กน้อยเท่านี้น้ำมันที่จับตัวแข็งก็จะเหลวลงได้อย่างง่าย

น้ำมันมะพร้าว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามกระบวนการการสกัดดังนี้

1. น้ำมันมะพร้าว RBD จะถูกสกัดได้จากเนื้อมะพร้าวห้าวโดยการบีบ ผ่านกระบวนการความร้อนสูงและขบวนการทางเคมี RBD คือการทำให้เกิดความบริสุทธิ์ (refining) ฟอกสี (bleaching) และกำจัดกลิ่น (deodorization) หลังจากที่สกัดออกมาแล้ว เพื่อให้เหมาะสมกับผู้บริโภค ซึ่งจะได้น้ำมันสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่นและรสชาติ ปราศจากวิตามินอี (เพราะถูกขจัดออกไปด้วยขบวนการทางเคมี) มีปริมาณกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ไม่เกิน 0.1 %

 2. น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น (Extra Virgin Coconut Oil) โดยผ่านขบวนการสกัดไม่ผ่านความร้อนสูง ผลิตจากเนื้อมะพร้าวสดเป็นน้ำมันมะพร้าวที่บริสุทธิ์ที่สุด สีใสเหมือนน้ำ มีวิตามินอี และไม่ผ่านขบวนการเติมออกซิเจน (oxidation) มีค่า peroxide และกรดไขมันอิสระต่ำมีกลิ่นมะพร้าวอย่างอ่อน ๆ ถึงแรง (ขึ้นอยู่กับขบวนการการสกัด) ซึ่งมีค่าความชื้นไม่เกิน 0.1 % เราจึงเรียกน้ำมันมะพร้าวชนิดนี้ว่า น้ำมันมะพร้าวสกัดบริสุทธิ์ (Extra Virgin Coconut Oil) เป็นน้ำมันที่ผลิตโดยอุตสาหกรรมขนาดเล็ก หรือในครัวเรือน

คราวนี้เรามาดูกันสิว่าประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวมีอะไรบ้าง

1.ช่วยรักษาสุขภาพให้เกิดความแข็งแรง
   สำหรับผู้บริโภคน้ำมันมะพร้าวนั้นจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น เพราะเมื่อบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมงก็จะทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปเป็นพลังงานและสามารถใช้ได้ทันที น้ำมันมะพร้าวยังมีคุณค่าทางอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่ ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าของอาหารโดยการเพิ่มการดูดซึมวิตามิน เกลือแร่และกรดอะมิโนต่างๆเพิ่มขึ้นเนื่องจากน้ำมันมะพร้าวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก จึงถูกย่อยได้ง่ายและเคลื่อนที่เร็วไปตามของเหลวในร่างกาย จึงเป็นที่นิยมใช้หุงต้มอาหารสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาการย่อยไขมันและยังใช้ในสูตรน้ำนม เพื่อให้ไขมันที่จำเป็นแก่เด็กทารกและยังช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งมีจำเป็นมากสำหรับการพัฒนากระดูก

   2.เปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
   ร่างกายของมนุษย์สามารถเปลี่ยนน้ำมันมะพร้าวให้เป็นพลังงานอย่างได้รวดเร็ว เนื่องจากส่วนใหญ่ของกรดไขมันของน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลาง (C8 – C14) เมื่อเราบริโภคเข้าไปมันจะผ่านจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้ แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ตับอย่างรวดเร็ว (ภายในหนึ่งชั่วโมง) ทำให้ไม่มีไขมันเหลือสะสมในร่างกาย

 3.ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ
   วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) โดยการป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกเติมออกซิเจนและเป็นตัวต่อต้านสารอนุมูลอิสระ (free radicals) ซึ่งเกิดจากมลพิษในสิ่งแวดล้อม อาหารและเครื่องดื่ม การสูบบุหรี่ รังสี ความเครียด ฯลฯ โดยปกติร่างกายของมนุษย์มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระคอยทำลายอนุมูลอิสระอยู่แล้ว แต่เมื่อบริโภคน้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัวซึ่งถูกเติมออกซิเจน (oxidized) ได้ง่าย ๆ ตั้งแต่เริ่มสกัด ตลอดจนระหว่างการขนส่ง การวางจำหน่ายและการเก็บรักษาก่อนถึงมือผู้บริโภค จึงทำให้เกิดเป็นอนุมูลอิสระได้ง่าย อนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะไปลบล้างประสิทธิภาพ (neutralize) ของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในร่างกาย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดผลเสียแก่เซลล์และเนื้อเยื่อ เนื่องจากอนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่เปลี่ยนสภาพโดยสูญเสียอีเล็กตรอน (electron) จึงไปจับกับโมเลกุลที่อยู่ใกล้เคียงต่อไปเรื่อย ๆ เกิดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เป็นผลทำให้เซลล์ผิดปกติไป เช่น เยื่อบุเซลล์ฉีกขาด เปลี่ยนสารพันธุกรรมใน นิวเครียส เกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับความเสื่อม (degenerative diseases) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ไขข้ออักเสบ เบาหวาน โรคภูมิแพ้ ชราภาพก่อนวัย เป็นต้น

   4.ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน
   เมื่อเราบริโภคน้ำมันมะพร้าวเข้าไปในร่างกาย กรดลอริกในน้ำมันมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นโมโนกลีเซอไรด์ (monoglyceride) ที่มีชื่อเรียกว่า โมโนลอริน (monolaurin) ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกับที่อยู่ในน้ำนมมารดา ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับทารกในระยะ 6 เดือนแรก ที่ร่างกายยังไม่สร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค

   5.เพิ่มอัตราเมตาบอลิซึม
   นอกจากจะเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็วดังได้กล่าวมาแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังไปเร่งอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน หรือเมตาบอลิซึม (metabolism) เพราะมันมีผลทำให้เกิดความร้อนสูง (thermogenesis) โดยไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเร็วขึ้น คล้ายกับคนที่ป่วยเป็นโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ (hyperthyroid) ที่ต่อมไทรอยด์ทำงานในอัตราที่สูงกว่าคนธรรมดา ซึ่งคนพวกนี้จะใช้พลังงานมาก ทำให้เกิดความกระฉับกระเฉง (active) และไม่อ้วน เพราะน้ำมันมะพร้าวที่บริโภคเข้าไปถูกเผาผลาญเป็นพลังงานหมดไม่สะสมเป็นไขมันในร่างกาย

   6.ช่วยลดน้ำหนัก
   การบริโภคน้ำมันมะพร้าว นอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถลดความอ้วนจากผลของการเกิดความร้อนสูงในร่างกาย โดยการไปนำไขมันที่ร่างกายสะสมไว้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ออกมาใช้เป็นพลังงาน ดังนั้นน้ำมันมะพร้าวจึงช่วยลดความอ้วนได้ จนมีคำที่ว่า “Eat Fat – Look Thin”

   7.โรคมะเร็ง
   น้ำมันมะพร้าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็ง ด้วยกลไก 2 วิธี คือ
  7.1).เนื่องจากเป็นน้ำมันประเภทอิ่มตัวจึงไม่ถูกเติมไฮโดรเจน (hydrogenate) และแตกตัวเมื่อถูกกับอุณหภูมิสู
  7.2).มีวิตามินอีช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของการกลายพันธุ์ของยีน เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง และการทำร้ายเซลล์ การใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมตัว ก็ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่ายาทากันแดดราคาแพง

   8.ช่วยอัตราการเกิดโรคเบาหวาน
   ผลพลอยได้ของการเพิ่มอัตราการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงานจากการบริโภคน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายไม่สะสมน้ำตาล เพราะถูกใช้ไปเป็นพลังงานหมด อีกทั้งยังไม่ทำให้ผู้ป่วยอยากรับประทานอาหารที่เป็นแป้งหรือน้ำตาล จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวานไปได้โดยปริยาย

   9.โรคปวดเมื่อยหรือโรคชราภาพก่อนวัยหรือโรคกระดูก
   น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่ถูกดูดซึมเข้าทางผิวหนังได้ดี เพราะมีขนาดของโมเลกุลเล็กจึงนิยมใช้นวดตัวให้หายปวดเมื่อย และผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังปกป้องการทำลายของแสงอัลตราไวโอเลตที่ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย และเป็นมะเร็งผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรง แพทย์แผนไทยจึงนิยมนำน้ำมันมะพร้าว มาประกอบเป็นสูตรยาแผนโบราณในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูก อันเนื่องมาจากการประสบอุบัติเหตุ

   10.รังแคหนังศีรษะ น้ำมันมะพร้าวมีสารปฏิชีวนะที่ทำลายเชื้อโรคที่ทำให้เกิดรังแค หากชโลมผมด้วยน้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษารังแคหนังศีรษะได้

     รู้ถึงประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวอย่างงี้แล้วผู้อ่านคงไม่พลาดที่ไปลองหามาทดลองใช้กันบ้างนะครับ แต่สำหรับสมาชิกของแอ็คทีฟสตูดิโอคงหาเลือกซื้อได้ที่ร้าน Craft. Organic Store เมืองทองธานีนะครับ

แหล่งอ้างอิง
   : จากผลการวิจัยในหัวข้อ " บทบาทของน้ำมันมะพร้าวต่อสุขภาพและความงาม " โดย ดร.ณรงค์ โฉมเขลา
   :GreenShopCafe ; Herb/Veg/Fruit

รูปภาพอ้างอิงจาก สสส

PT's Captain

kornpol meeComment