Gym Rule No.169 : โกจิเบอร์รี่???

"โกจิเบอร์รี่???"

   โกจิเบอรี่คือผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด หลายปีที่ผ่านมานี้โกจิเบอร์รี่หรือเก๋ากี้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรปและอเมริกา โกจิเบอร์รี่มีต้นกำเนิดอยู่ในเทือกเขาหิมาลัยซึ่งได้รับความนิยมมานานหลายร้อยปีแล้วเนื่องจากเป็นส่วนผสมที่พบได้ในสูตรอาหารและยารักษาโรคจำนวนมากมาย

   โกจิเบอร์รี่หรือเก๋ากี้มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Wolf Berries เป็นพืชไม้พุ่มในตระกูล Lycium Barbarum ซึ่งสูงประมาณ 1-3 ฟุต มีผลเป็นสีส้มแดงยาว 1-2 เซนติเมตร โกจิเบอร์รี่แต่ละผลจะมีเมล็ดราว 10-60 เมล็ดและโตเต็มที่ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนตุลาคม เราสามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดหรือแบบแห้งซึ่งมีรสหวานและหาซื้อได้ในรูปแบบของชาและน้ำผลไม้ ส่วนประเทศที่เพาะปลูกและส่งออกมากที่สุดในโลกคือประเทศจีน

โกจิเบอร์รี่มีประโยชน์ยังไง?

   โกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีการนำมาใช้ในแพทย์แผนจีนเป็นเวลานานมากแล้ว ขณะที่โลก “ตะวันตก” เพิ่ง “ค้นพบ” เมื่อช่วงสิบปีที่ผ่านมาและมีการจัดอันดับให้เทียบเท่ากับสุดยอดอาหารเพื่อสุขภาพด้วย เพราะเหตุใด?

   โกจิเบอร์รี่เป็นผลไม้ชนิดแรกของสหรัฐอเมริกาที่ใช้ค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) ซึ่งเป็นมาตราส่วนที่ใช้วัดคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของอาหาร ถ้าค่า ORAC สูงแสดงว่าอาหารมีประสิทธิภาพในการทำลายอนุมูลอิสระ ในผลโกจิเบอร์รี่ 100 กรัมจะมีค่า ORAC มากถึง 25,300 หน่วยเมื่อเทียบกับลูกพลัมในอันดับสองซึ่งมีเพียง 5,770 หน่วยเท่านั้น ด้วยเหตุผลนี้โกจิเบอร์รี่จึงเป็นอาหารที่ดีที่สุดในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและชะลอกระบวนการชราภาพ โกจิเบอร์รี่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 68 โปรตีนร้อยละ 12 ไฟเบอร์ร้อยละ 10 และไขมันร้อยละ 10 ดังนั้นในผลโกจิเบอร์รี่ 100 กรัมจึงมีแคลอรี่ประมาณ 370 แคลอรี่

วิตามินที่เยี่ยมยอดสำหรับร่างกายของโกจิเบอร์รี่

ผลโกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซี ธาตุเหล็ก และสารอาหารจำนวนมาก รวมถึงสารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ เช่น
กรดอะมิโน 18 ชนิด ( 8 มีความสำคัญและจำเป็นในชีวิตประจำวัน)
วิตามินที่จำเป็น 6 ชนิด (เช่น ไรโบเฟลวิน/วิตามินบี 2/วิตามินบี 1/วิตามินซี)
แร่ธาตุ 21 ชนิด (เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี ซีลีเนียม แคลเซียม โพแทสเซียม)
โพลีแซคคาไรด์ 8 ชนิดและโมโนแซคคาไรด์ 6 ชนิด
กรดไขมันไม่อิ่มตัว 5 ชนิด เช่น กรดไลโนเลอิกและกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิกซึ่งจำเป็นต่อสมองและระบบประสาท
เบต้า-ซิโตสเตอรอล (ซึ่งช่วยลดระดับคอเรสเตอรอล) และไฟโตสเตอรอลอื่นๆ
แคโรทีนอยด์ 5 ชนิด (เบต้า-แคโรทีน ซีแซนทิน ลูทีน ไลโคปีน คริฟโตแซนทิน แซนโทฟิลล์)
เม็ดสีฟีนอลที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
โกจิเบอรรี่มีบทบาทสำคัญในการแพทย์แผนโบราณของจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และทิเบตมานานหลายปีแล้ว
 

ปฏิกิริยาเชิงบวกต่อสุขภาพของโกจิเบอร์รี่

ทุกวันนี้โกจิเบอร์รี่มีสรรพคุณเพื่อ

เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ทำให้สายตาดีขึ้น
เพิ่มการไหลเวียนเลือด ผ่อนคลายหลอดเลือด และส่งผลดีกับความดันโลหิตสูง
ปกป้องตับและไต
มีผลกระทบเชิงบวกต่อผิวสีแทน
มีผลกระทบเชิงบวกต่อระบบทางเดินปัสสาวะและการผลิตอสุจิ
ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายแสง
บรรเทาอาการปวดหลัง
โรคเบาหวาน
โกจิเบอร์รี่มักจะถูกเรียกว่า “เบอร์รี่แห่งความสุข” เนื่องจากผู้คนจะรู้สึกดีและมีพลังเมื่อรับประทานเป็นประจำ อย่างไรก็ตามโกจิเบอร์รี่ไม่ใช่เป็นยารักษาโรคและเป็นเพียงหนึ่งในอาหารเสริมตามธรรมชาติที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล
5 เหตุผลที่เราควรเริ่มรับประทานโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

เหตุผลที่ควรเริ่มรับประทานโกจิเบอร์รี่

โกจิเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่เกิดจากต้นลีเซียมบาร์บารุ่มของจีนหรือต้นเก๋ากี้นั่นเอง และได้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์แผนโบราณมานานหลายปีแล้ว มีการศึกษาว่าโกจิเบอร์รี่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายตั้งแต่บำรุงสายตา ป้องกันโรคภัยต่างๆไปจนถึงช่วยในเรื่องการลดน้ำหนัก สรรพคุณของโกจิเบอร์รี่ในยุคจีนโบราณคือการรักษาเกี่ยวกับโรคไต ตับ และดวงตา ทุกวันนี้คุณสามารถซื้อหรือปลูกโกจิเบอร์รี่ได้เองเพื่อช่วยในเรื่องการรักษาสุขภาพดังต่อไปนี้

1. ช่วยลดน้ำหนัก

โกจิเบอร์รี่เหล่านี้อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินต่างๆที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การรับประทานเพียงสองหน่วยบริโภคต่อวันเป็นประจำจะช่วยเพิ่มเส้นใยอาหารให้แก่ร่างกายและทำให้เรารู้สึกอิ่มตลอดทั้งวัน การรับประทานโกจิเบอร์รี่ร่วมกับอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็นจะช่วยป้องกันไม่ให้เรารับประทานอาหารมากเกินไปอีกทั้งยังช่วยในการควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพด้วย จากการวิจัยยังพบอีกว่าผู้ที่รับประทานโกจิเบอร์รี่ติดต่อกันสองสัปดาห์จะสามารถย่อยอาหารได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รับประทานรวมถึงร่างกายจะเผาผลาญไขมันได้เร็วกว่าด้วย

2. บรรเทาอาการข้ออักเสบ

สารต้านอนุมูลอิสระในผลโกจิเบอร์รี่นั้นมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดข้อและต่อต้านการอักเสบ ผู้ป่วยโรคนี้มักจะเลือกใช้ยาและทาครีมที่เต็มไปด้วยส่วนผสมที่เป็นพิษเพราะต้องการบรรเทาความรู้สึกเจ็บปวดเพียงชั่วคราวแต่อาจทำให้เกิดโรคอื่นๆตามมาภายในร่างกาย ดังนั้นเราจึงควรรับประทานโกจิเบอร์รี่ซึ่งเป็นผลผลิตจากธรรมชาติล้วนๆเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นจากภายในและช่วยบรรเทาอาการปวดในข้อต่อเพื่อให้ทุกคนสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างสนุกและกระฉับกระเฉง

3. บำรุงหัวใจ

หนึ่งในประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ที่ดีต่อสุขภาพคือช่วยบำรุงหัวใจและลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน นอกจากนี้โกจิเบอร์รี่ก็ยังมีสรรพคุณช่วยลดระดับความดันโลหิตและลดน้ำตาลในกระแสเลือดได้อีกด้วย

4. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

ระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะทำให้คุณสามารถต่อสู้กับโรคได้อย่างง่ายดายก่อนที่พวกมันจะเข้ามายึดครองพื้นที่ในร่างกาย โกจิเบอร์รี่สามารถเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้เนื่องจากอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร เหล็ก วิตามินเอ และวิตามินซี โกจิเบอร์รี่เพียงวันละ 4 ออนซ์จะเท่ากับร้อยละ 10 ของโปรตีนที่แนะนำให้รับประทานในแต่ละวัน คุณประโยชน์ที่น่าทึ่งอีกอย่างของโกจิเบอร์รี่คือคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนในผลไม้ชนิดนี้จะช่วยชะลอการเพิ่มระดับน้ำตาลในกระแสเลือดดังนั้นคุณจึงไม่ต้องห่วงว่าระบบจะรวนในไม่ช้า

5. ช่วยรักษาผู้สูงอายุ

โดยปกติผู้สูงอายุจะมีความคล่องตัวน้อยลงและอ่อนแอต่อโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายกว่าบรรดาหนุ่มสาว ดังนั้นการรับประทานโกจิเบอร์รี่จะมีส่วนช่วยในการต่อสู้กับโรคต่างๆและทำให้สุขภาพโดยรวมของผู้สูงอายุดีขึ้น นอกจากนี้โกจิเบอร์รี่ยังช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมและอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคไข้หวัดได้อีกด้วย ทั้งนี้ด้วยความที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจึงทำให้โกจิเบอร์รี่สามารถปกป้องเซลล์ในร่างกายจากควันและรังสีอันตรายต่างๆ ส่วนเส้นใยอาหารในผลไม้ชนิดนี้จะมีส่วนช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ที่สำคัญหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมารับประทานโกจิเบอร์รี่เพิ่มขึ้นก็คือผลไม้ชนิดนี้มีทั้งสีสันที่สดใสและรสชาติที่แสนอร่อย สามารถรับประทานได้หลายวิธีและปลูกในสภาพอากาศที่อบอุ่นได้ รวมทั้งหาซื้อได้ในแผนกเพื่อสุขภาพของห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป

ขอบคุณข้อมูลจาก
by Issue247
30 Jul 2016

รูปภาพอ้างอิงจาก Nutra2You

PT's BK

IMG_9216-1.JPG
kornpol meeComment